Monday, February 9, 2015

ตามหามลายูพุทธใน 3 จังหวัดใต้"


หมายเหตุ : อัศโตรา ชาบัต ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักจัดรายการวิทยุ ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ผู้สอนการเขียนข่าวภาษามลายูและภาษาต่างประเทศ และ Peace advocate of King Prajadhipok's Institute (สถาบันพระปกเกล้า) เขียนบทความ เรื่อง "ตามหามลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้"


เมื่อพูดถึงชาวมลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่มีใครคิดว่าจะเป็นชาวใต้กลุ่มอื่นได้ นอกจากชาวใต้สายมลายูนับถือศาสนาอิสลามที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในทางภาคใต้ของ ประเทศไทย น้อยคนที่จะคิดว่าในสังคมชาวมลายูมุสลิมเหล่านั้นจะมีชาวมลายูพุทธ
ชาวมลายูพุทธ ณ ที่นี้ หมายถึงชาวมลายูพุทธดั้งเดิมแห่ง ปาตานี ไม่ใช่ชาวมลายูมุสลิมที่เปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเพราะแต่งงานกับชาวพุทธ หรือเลื่อมใสในศาสนาพุทธจึงไปนับถือศาสนาพุทธ
ชาวมลายูพุทธในสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีจริง ผู้เขียนเองเคยสัมผัสมาแล้ว บางคนก็รู้จักกันดีและเป็นเพื่อนกัน หากแต่เพราะเหตุผลทางศาสนา วัฒนธรรม สังคมและการเมืองทำให้พวกเขาไม่ประจักษ์ต่อสายตาคนทั่วไปในสมัยนี้ แต่นักวิชาการโดยเฉพาะนักมานุษยวิทยาจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนเคยบรรยายเรื่องนี้หลายครั้งในการเสวนา การประชุม และเวทีแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งในรั้วและนอกรั้วมหาวิทยาลัย ได้รับความสนใจมากจากผู้ฟังและผู้ที่สนใจต้องการแก้ปัญหาภาคใต้ จึงมาต่อยอดเขียนบทความนี้และบทความอื่นๆ ให้ผู้อ่านรับรู้ความเป็นมาของชาวมลายูพุทธ ในเวลาเดียวกันก็จะเขียนเรื่องเดียวกันเป็นภาษามลายูให้หนังสือพิมพ์อุตุซัน มาเลเซียและมิงกูวันมาเลเซีย
ก่อนจะตามหาชาวมลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยากพาผู้อ่านไปหาชาวมลายูพุทธในประวัติศาสตร์ที่บันทึก โดยชาวต่างชาติและชาวปาตานีเสียก่อน
ขอเริ่มด้วยการอ้างอิงหนังสือ "Histoire generale des voyages: ou, Nouvelle collection de toutes les relations de voiyage par mere et par terre, Volume 10" โดย Anne-Gabriel Meusnier de Querlon, Alexandre Deleyre, Jacques-Philibert Rousselot de Surgy, J. P. J. Du Bois, John Green, Thomas Astley
ในหน้า 212 บันทึกไว้ว่า เมืองปาตานี (ไม่ใช่รัฐปาตานีทั้งหมด) มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นคนมลายู หรือคนมุสลิม และอีก 1 ใน 3 เป็นคนจีน หรือลูกผสม และที่เหลือเป็นคนสยาม
ข้อมูลนี้ได้บันทึกไว้ในปีคริสต์ศักราช 1602 ซึ่งเป็นการประเมินของชาวตะวันตกในยุคที่พวกเขากำลังจะทิ้งนครรัฐ (city state) เข้าสู่รัฐชาติ (nation state) จึงจำแนกประเภทประชากรปาตานีตามกฎชาตินิยมโดยปริยาย
เพราะฉะนั้นเราต้องอ่านการประเมินของชาวตะวันตกนี้ตามบริบทนครรัฐ เพราะเหมาะสมรัฐเทวราชา (god-king state) ในปาตานีสมัยนั้น ถ้าอ่านในบริบทนี้ 1 ใน 3 ประชากรปาตานีเป็นคนมลายู หรือคนมุสลิม ที่บันทึกข้างบนอาจหมายถึงคนมลายู คนชวา คนอาหรับ คนเปอร์เชีย คนอินเดียและชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นมุสลิมร่วมอยู่ด้วย
ส่วน 1 ใน 3 คนจีน หรือลูกผสมในปาตานี ก็เช่นกัน อาจหมายถึงชาติพันธุ์อื่นๆ ที่แต่งงานกับคนจีนด้วย
มีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าคนจีนที่อพยพมาอาศัยอยู่ที่ปาตานีเป็นพันๆ คน เพราะมาทำการค้า หรือลี้ภัยทางการเมือง หรือ ถูกจักรพรรดิจีนส่งมาให้กษัตริย์ปาตานี ส่วนมากเป็น ผู้ชาย
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายจีนเหล่านั้นจะต้องแต่งงานหรืออยู่กิน กับผู้หญิงชาวพื้นเมือง อาจเป็นผู้หญิงมลายู ผู้หญิงสยาม ผู้หญิงชวา ผู้หญิงอาหรับ และผู้หญิงชาติพันธุ์อื่นๆ จึงเกิดลูกผสมในสังคมจีนที่ปาตานีตามที่หนังสือข้างบนบันทึกไว้
ที่บันทึกว่า ที่เหลือเป็นคนสยาม ก็ทำนองเดียวกัน อาจหมายถึงชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ รวมถึงคนมลายูปาตานีที่เป็นพุทธ คนอินเดีย และชาติพันธุ์อื่นๆด้วย
ประวัติศาสตร์ปาตานีเองบันทึกไว้ว่า ชาวปาตานี ซึ่งนับถือศาสนาพุทธในอดีตนั้นไม่ได้เปลี่ยนศาสนามา เป็นมุสลิมทั้งหมดตามกษัตริย์พวกเขา คือ กษัตริย์อินทิรา
นักปราชญ์หรืออุลามาปาตานีชื่อดัง คือ ชัยค์ ฟากิฮ์ อะลี เขียนในหนังสือ "ประวัติศาสตร์ปาตานี" อย่างชัดเจนว่าในอดีตกาลนั้นมีชาวมลายูปาตานีที่เป็นมุสลิมและเป็นพุทธ
ท่านเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า "ชาวพุทธนั้นรับประทานหมู บางคนก็เอาหมูแลกกับกระจงเพราะชาวพุทธนั้นชอบรับประทานหมู แต่ชาวมลายูอิสลามนั้นเกลียดหมู เพราะเป็นของต้องห้าม และหมูชอบทำลายพืชผลในสวนของชาวมลายูอิสลาม ดังนั้น จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างคนมลายูอิสลามกันคนมลายูพุทธในเมืองปาตานีอยู่ เสมอ
การแต่งกายของชาวมลายูพุทธในเมืองปาตานี้นั้นแตกต่างจากชาวมลายูอิสลาม ที่สามารถสังเกตได้สองประการ คือ ชาวมลายูอิสลามนั้นนุ่งผ้าและพกพาขวาน ส่วนชาวมลายูพุทธนั้นเขาเรียกกันว่าคนบูชารูปปั้น จะผูกเชือกไว้ที่คอแขวนพระพุทธรูปที่ทำจากนาก หรือทองแดง หรือเหล็ก พระพุทธรูปนั้นคือพระเจ้าของคนศาสนาพุทธ
ครั้นต่อมามีความขัดแย้งระหว่างคนมลายูอิสลามและคนมลายูพุทธ เนื่องจากวิถีความเป็นอยู่และศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ไม่ถึงกับมีการต่อสู้อย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่าย" (หนังสือ "ประวัติศาสตร์ปาตานี" โดย ชัยค์ ฟากิฮ์ อะลี แปลโดย ตึงกูอารีฟีน ตึงกูจิ, พิมพ์ปี 2011, หน้า 44-45)ชัดเจนเหลือเกินว่าในอดีตนั้นมีชาวมลายูที่เป็นมุสลิมและพุทธในปาตานี หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่คำถามก็คือไหนละชาวมลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้? พวกเขาหายไปไหนหมด?
คำตอบก็คือพวกเขายังมี ไม่ได้หายไปไหน หากแต่จะหาหรือ
ทำความรู้จักกับพวกเขาไม่ใช่ง่ายเหมือน 50 หรือ 60 ปีก่อนอีกแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและทางสังคมที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว ซึ่งมากครั้งทำให้เกิดความรุนแรงและสงคราม เป็นเหตุให้ชาวมลายูมุสลิมและชาวมลายูพุทธต้องแตกแยกและห่างเหินกันในที่สุด
พออิทธิพลรัฐชาติและชาตินิยมของตะวันตกมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศแถบนี้ได้จัดให้มีการปกครองที่ยึดหลักต้องเป็นชาติเดียวในประเทศ
ถึงกับไปเอาแบบอย่างฟาสซิสม์นิยม (Fascism) มาปฏิบัติ และพยายามจะกลืนชาติพันธุ์อื่นๆ ในชาติพันธุ์เดียวของฝ่ายปกครองอย่างที่เคยปฏิบัติในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปีพ.ศ.2485 ทำให้มลายูมุสลิมและมลายูพุทธที่มีปัญหาอยู่แล้วอยู่ด้วยกันอย่างลำบากยาก เข็ญ
ต่อมาเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นระลอกแล้ว ระลอกเล่า นานเป็นปีๆ และล่าสุด 11 ปี ทำให้ชาวมลายูมุสลิมและชาวมลายูพุทธที่ไม่รู้จักตัวเอง และหลง อัตลักษณ์หรือตัวตนเพราะถูกล้างสมองด้วยการศึกษา รักชาติอย่างบ้าคลั่ง
และเอาชาตินิยมสุดโต่งมาบูชาเป็นเสมือนศาสนา ทำให้พี่น้องสายเลือดเดียวกันเป็นศัตรู แล้วมาสู้รบ เข่นฆ่าและทำสงครามกันอย่างไม่สิ้นสุดจน ณ บัดนี้
การตามหาคนมลายูพุทธในสังคมนั้น ขอหยิบยกประสบการณ์ที่พ่อผู้เขียนเคยสัมผัสมา ท่านเล่าให้ฟังว่าในอดีตมีชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธที่หมู่บ้านตะโหนด อ.รือเสาะ เมื่อก่อนก็มีวัดอยู่แถวนั้นด้วย และมีหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีชื่อว่า บาโง กือเต็ ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ โคกวัด
พ่อยังเล่าอีกว่าในอดีตมีหมอช้างที่ชาวบ้านเรียกว่าโต๊ะกูแช (โต๊ะกู้ช้าง) ซึ่งเป็นผู้หญิงที่พูดภาษาไทยได้มาเยือนบ้านบ่อยครั้ง เพราะพ่อของพ่อและชาวบ้านมีการเลี้ยงช้าง เมื่อเจอปัญหาช้างอาละวาดก็ต้องพึ่งพาความสามารถหมอช้างคนนี้
แต่ตอนนี้คนพุทธเหล่านี้ไม่มีเหลืออีกแล้ว เพราะพวกเขาได้เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม หรือย้ายไปที่อื่นหมด
เพื่อนผู้เขียนซึ่งเป็นชาวบ้านตะโหนด คือ มะอีซอ โซมะคะ เจ้าของหนังสือที่เขียนร่วมกับนักเขียนอื่น คือ งามพล จะปากิยา และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ มีชื่อว่า "เรื่องเล่าจากหมู่บ้านเชิงเขาบูโด กรณีบ้านตะโหนด"
เล่าให้ฟังว่าในอดีตที่ไม่ไกลนักมีชาวบ้านที่เป็นพุทธ หรือพราหมณ์ ได้ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านชาวพุทธใน อ.เมือง จ.นราธิวาส แต่พวกเขายังไปมาหาสู่กับพี่น้องของพวกเขาที่เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิมและปัก หลักอยู่ในหมู่บ้านตะโหนด
หลายปีต่อมาพวกเขาไม่ไปมาหาสู่กันอีกต่อไป อาจเป็นเพราะคนรุ่นเก่าเสียชีวิตไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่ไม่สานต่อการไปมาหาสู่กัน หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์คนที่มาจากสายเลือดเดียวกันแต่ต่างศาสนาถูกตัดขาดอย่าง สิ้นเชิง
ผู้เขียนเคยเก็บข้อมูลจากคนไทยสายมลายูพุทธหลายคน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เขียนชื่อและลงรูปในหนังสือพิมพ์
คนไทยสายมลายูพุทธที่เป็นผู้สื่อข่าวผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกผู้เขียนว่า วันหนึ่งเธอไปทำข่าวแถวปัตตานีแล้วโดนตะปูเรือใบกลางทาง จะไปไหนก็ไม่ได้ต้องอยู่ในรถ เธอไม่รู้จะทำอะไรเพื่อเอาตัวรอดจากประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเธอ
เธอร้องไห้จนตาบวมเพราะคิดว่าวันนั้นอาจเป็นจุดจบชีวิตของเธอแน่นอน ติดต่อหัวหน้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหาร แต่ก็ไร้ผล เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับสถานการณ์แบบนี้
ต่อมาสัญชาตญาณทำให้เธอคิดถึงญาติที่เป็นชาวมลายูมุสลิมที่ปัตตานี จึงติดต่อไปยังปู่ของเธอให้ช่วยติดต่อญาติเหล่านั้นให้มาช่วย และในที่สุดญาติที่ต่างศาสนาแต่เลือดเนื้อเดียวกันก็มาช่วยเธออย่างเร่งด่วน แล้วเธอก็พ้นจากอันตราย--จบ--


--ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2558 (รอบบ่าย)--

เสนอถกไฟใต้-ไร้5ข้อเรียกร้อง


เสนอถกไฟใต้-ไร้5ข้อเรียกร้อง

รายงานพิเศษ


หมายเหตุ : อัศโตรา ชาบัต ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักจัดรายการวิทยุ ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ผู้สอนการเขียนข่าวภาษามลายูและภาษาต่างประเทศ Peace advocate of King Prajadhipok"s Institute (สถาบันพระปกเกล้า) เขียนบทความ "ขบวนการรับพูดคุยปราศจาก 5 ข้อเรียกร้องแต่มีเงื่อนไข"



แกน นำขบวนการกระแสหลักระดับกลางกลุ่มหนึ่ง เสนอแนะให้ขบวนการทุกกลุ่มรับการพูดคุยดับไฟใต้กับรัฐบาลไทย ปราศ จากข้อเรียกร้อง 5 ข้อ แต่ด้วยเงื่อนไขใหม่



และมาเลเซียซึ่ง เป็นผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยก็สนับสนุนให้ทุกขบวนการเข้าร่วมพูดคุยกับ ฝ่ายรัฐบาลไทย ถึงแม้ไม่มีข้อเรียกร้อง 5 ประการ เพราะต้องการให้ใช้โอกาสตอนที่รัฐบาลทหารที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือให้เป็น ประโยชน์ จะได้ทำอะไรที่สามารถตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย ผลักดันกระบวนการพูดได้เดินหน้าต่อไป



แกนนำขบวนการกระแสหลักระดับกลางอีกกลุ่มก็สนับสนุนการเข้าพูดคุยดับไฟใต้ปราศจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อนี้



แต่ มาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยจะไม่บังคับขบวนการต่างๆ ให้ทำตามที่แนะนำ หากแต่จะปล่อยให้ตัดสินใจและพิจารณาเอง สิ่งที่มาเลเซียจะทำก็คือประสานงานทำความเข้าใจกับฝ่ายไทยถ้ามีการพูดคุยรอบ ใหม่โดยปราศจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อ



อย่างไรก็ตามตอนนี้ยัง ไม่การเสนอเงื่อนไขใหม่แต่อย่างใด เพราะกำลังรอการประชุมของขบวนการต่างๆ ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ม.ค.นี้ และกำลังรอความคืบหน้าการพูดคุยระหว่างมาเลเซียกับไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นกัน



เมื่อพูดถึงการพูดคุยเพื่อดับไฟใต้กับขบวนการต่างๆ หนีไม่พ้นต้องพูดถึงขบวนการสามกลุ่มกระแสหลักคือ บีอาร์เอ็น หรือขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Melayu Patani/BRN)



พูโล หรือ องค์กรกู้เอกราชสหปาตานี (Patani United Liberation Organization/PULO) และ บีไอพีพี หรือ ขบวนการอิสลามปลดปล่อยปาตานี (Barisan Islam Pembebasan Patani/BIPP)



สาม กลุ่มนี้เป็นขบวนการกระแสหลักที่ได้รวมตัวเป็นหนึ่ง หรืออย่างน้อยมีการตกลงทำงานร่วมกันแล้ว (sepakat bekerjasama) ทั้งสามกลุ่มจะเข้าร่วมพูดคุยดับไฟใต้ระลอกที่สอง ถ้าสามารถ "คิกออฟ" ได้โดยไม่มีปัญหา



ส่วนขบวนการอื่นๆ มีแต่ชื่อแต่ตัวตนไม่มี หรือเกือบจะไม่มี เพราะถูกยุบไปหรือไม่มีบทบาทในสังคม 3 จังหวัดชายแดนใต้อีกแล้ว เพราะแกนนำเสียชีวิตหรือย้ายกลับไปอยู่กับสามกลุ่มกระแสหลักไปหมดแล้ว



2 ใน 3 ขบวนการกระแสหลักนี่ คือบีอาร์เอ็นและพูโล เคยเข้าร่วมพูดคุยดับไฟใต้มาแล้วในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนบีไอพีพีถึงแม้ไม่ได้ร่วมเข้าพูด คุยมาก่อน แต่กลุ่มนี้สนับสนุนการพูดคุยที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีตัวแทนเป็นทางการเข้าร่วมการพูดคุยดับไฟใต้ระลอกใหม่นี้



ข้อ เสนอให้เข้าร่วมพูดคุยดับไฟใต้โดยปราศจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อ แต่ด้วยเงื่อนไขใหม่ ไม่ใช่เพื่อใช้โอกาสรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือมาใช้ประโยชน์อย่าง เดียว



แต่เพราะข้อเรียกร้อง 5 ข้อนั้นเองรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้รับเอาไปพิจารณาเรียบร้อยและได้ปฏิบัติไปแล้วบางส่วน



4 ใน 5 ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่มีปัญหาหรือไม่น่าจะมีปัญหา เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาได้เอาไปปฏิบัติมาแล้วบางส่วน ที่เหลืออยู่ก็จะนำมาปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ต่อไป



บางอย่าง ก็ต้องใช้เวลาและรอความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อนำมาปฏิบัตต่อไป เพราะกำลังหารือและวินิจฉัยร่วมกันอยู่บนโต๊ะการพูดคุย เป็นกฎสากลอยู่แล้วที่ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับข้อเรียกร้องในกรณีความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายเห็นต่างและรัฐบาลต้องผ่านโต๊ะการพูดคุย



สี่ข้อเรียกร้องที่ไม่มีปัญหาหรือไม่น่าจะมีปีญหา คือข้อ 1, 2, 3, และ 5 มีดังนี้



1. การพูดคุยต้องมีระหว่างขบวนการต่อสู้ชาวปาตานีที่นำโดยบีอาร์เอ็นกับทางรัฐบาลไทย



2.บีอาร์เอ็นเห็นพ้องต้องกันที่ให้มาเลเซียเป็นคนกลาง (Mediator) เปลี่ยนจากเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย



3. ต้องมีผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน สมาชิกโอไอซี และองค์กรเอ็นจีโอต่างๆ



5.รัฐบาลไทยต้องปล่อยตัวนักโทษการเมืองและยกเลิกหมายจับให้แก่นักต่อสู้ปาตานีทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข



ทราบ จากการพูดคุยกับแกนนำขบวนการต่างๆ และผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทยที่เคยอยู่ในทีมการพูดคุยชุดก่อนว่าข้อที่ 1 ไม่มีปัญหาเพราะตัวแทนรัฐบาลไทยนั่งพูดคุยอยู่บนโต๊ะเดียวกับตัวแทนขบวนการ ต่างๆ เป็นการยอมรับบีอาร์เอ็น เป็นผู้นำการพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลไทยอยู่แล้ว



นอกจากนั้น การที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศตอนเยือนกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ว่ามาเลเซียเท่านั้นจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยดับไฟใต้ ก็เป็นการยอมรับบีอาร์เอ็นเป็นผู้นำการคุยเช่นกัน



เพราะ มาเลเซียจะไม่พารัฐบาลไทยหลงทางไปพูดคุยกับกลุ่มปลายแถว อย่างฝ่ายที่พยายามจะให้อินโดนีเซียมาเป็นผู้ให้ความสะดวกแทนมาเลเซีย ส่วนมาเลเซียรู้เหมือนทหารไทยรู้ว่าบีอาร์เอ็นนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญใน การพูดคุยดับไฟใต้



ข้อที่ 2 มาเลเซียบอกว่าไม่จำเป็นต้องยกระดับจากการเป็นผู้อำนวยความสะดวกมาเป็นตัว กลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เพราะก่อนหน้านี้มาเลเซียก็ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความขัดแย้งใน มินดาเนา ตามการร้องขอของรัฐบาลฟิลิปปินส์ของนางกลอเรีย อาร์โรโย ก็ในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวกเช่นกัน



เรื่องนี้ไม่น่าจะ เป็นประเด็นเลย ไม่สำคัญมาเลเซียจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือเป็นตัวกลาง ที่สำคัญคืองานที่ประเทศเพื่อนบ้านนี้จะทำคือช่วยเหลือประเทศไทยในการแก้ ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมามากกว่า 10 ปี อย่างถูกจุด



ข้อที่ 5. เกี่ยวกับการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและยกเลิกหมายจับให้แก่นักต่อสู้ปาตานี โดยไม่มีเงื่อนไข รัฐบาลที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแล้วจุดหนึ่ง ผู้ใหญ่บางคนก็บอกและชี้แจงให้แกนนำขบวนการต่างๆ ทราบผ่านมาเลเซียและฝ่ายอื่นๆ แต่ก็มีข้อบกพร่องและปัญหาที่แก้ไม่ได้ในเวลานั้น



การแก้ ปัญหานี้มีขั้นตอนมากมายและต้องใช้เวลานานพอสมควร ตัวอย่างการแก้ปัญหากับนักต่อสู้คอมมิวนิสต์ไทยและมาเลเซีย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ใช้คำสั่ง 66/2523 สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาล้างความผิดทางอาญาพวกเขา



ฝ่ายไทยเองมีคนที่ออกจากป่ามา เป็นคนใหญ่คนโตในเวทีการเมืองมากมาย บางคนได้เป็นรัฐมนตรีด้วย ถ้าล้างความผิดทางอาญาของนักต่อสู้คอมมิวนิสต์ได้ ทำไมจะล้างความผิดทางอาญาของนักต่อสู้ชาวมลายูปาตานีไม่ได้



ข้อ ที่ 4. มีปัญหาแน่นอน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของหรือสิทธิอธิปไตย (hak pertuanan) ของชาวมลายูปาตานีเหนือดินแดนปาตานี ข้อนี้รัฐบาลไทยรับไม่ได้ถึงแม้บีอาร์เอ็นได้ส่งเอกสารมากกว่า 30 หน้าชี้แจงไปแล้ว



ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2556 อดีตหัวหน้าทีมการคุยพูดสันติภาพ อุสตาซ หะซัน ตอยิบ ให้สัมภาษณ์บีอาร์เอ็นส่งเอกสารชี้แจงข้อเรียกร้อง 5 ข้อผ่านผู้อำนวยความสะดวก และรัฐบาลไทยยอมรับ 4 ข้อ ยกเว้นที่เกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของหรือสิทธิอธิปไตย



แต่ หะซันอ้างว่าบีอาร์เอ็นแค่ต้องการให้รัฐบาลยอมรับไปก่อน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีการถกเถียงบนโต๊ะการพูดคุยว่าอันไหนตกลงได้ และอันไหนตกลงไม่ได้ และที่สุดการพูดคุยก็หยุดกลางคัน



ผู้ สังเกตการณ์หลายคนคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ขบวนการและรัฐบาลไทยจะเสนอข้อเรียก ร้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปปฏิบัติ เพราะทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในขั้นตอนการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน



ดู ประสบการณ์การเจรจาสันติภาพทั่วโลกจะเห็นได้ว่าช่วงเวลาของการสร้างความ เชื่อมั่นเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดในกระบวนการสันติภาพ ส่วนมากจะทำอย่างลับๆ



แต่สมัยนี้คิดว่าจะไม่ผิดที่จะมีการสร้างความเชื่อมั่น ระหว่างผู้เห็นต่างและรัฐบาลอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในบริบทประเทศไทย และจังหวัดชายแดนภาคใต้



เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจชักจูง ประชาชนจากหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนาที่ห่างเหินอยู่ขณะนี้ อันเนื่อง จากได้รับผลกระทบประสบการณ์ความรุนแรงที่ยาวนานกลับเข้าหากัน และสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันด้วย



สุดท้ายผู้เขียนจะ อ้างจุดยืนล่าสุดสภาชูรอ หรือสภาสูงสุดของบีอาร์เอ็นเกี่ยวกับการพูดคุยดับไฟใต้ระลอกที่สอง มีแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแกนนำสูงสุดบีอาร์เอ็นบอกว่าบีอาร์เอ็นพร้อมเข้า พูดคุยถ้าหากรัฐบาลไทยยอมรับข้อเรียกร้อง 5 ข้อ การพูดคุยต้องทำในกรอบที่เคยตกลงไว้กับรัฐบาลก่อน และจะต้องพูดคุยสันติภาพ ไม่ใช่การพูดคุยสันติสุข



แหล่งข่าวบอกว่าบีอาร์เอ็นเป็นขบวน การที่ยึดมั่นกับหลักการและเมื่อแกนนำสูงสุดประกาศไปแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง จุดยืนง่ายๆ เหมือนจุดยืนส่วนบุคคล



ทว่าแกนนำสูงสุดบีอาร์เอ็นไม่ได้คัดค้านการพูดคุยที่ไม่มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่กลุ่มแกนนำชั้นกลางกำลังพิจารณาอยู่

การพูดคุยดับไฟใต้ประยุทธ์-นาจิบพูดภาษาต่างกัน


โดย อัศโตรา ชาบัต*





               เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การพูดคุยเพื่อดับไฟใต้จะเดินหน้าต่อไป และการพูดคุยระลอกที่สองก็จะมีขึ้น โดยมีมาเลเซียเป็นฝ่ายผู้ให้ความสะดวกเหมือนเดิม ไม่ใช่อินโดนีเซียอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา การพูดคุยระลอกนี้จะต้องมีการหยุดยิงก่อน ขบวนการทุกกลุ่มต้องเข้าร่วมและเสนอข้อเรียกร้องครบวงจรเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันต่อรัฐบาลไทย นั่นคือสรุปความคิดเห็นและจุดยืนของนายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัค ประกาศในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม

                แต่อีกด้านหนึ่งมีการพูดคุยในหมู่ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ บางส่วนมองว่าการพูดคุยดับไฟใต้ระลอกสองอาจจะไม่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น นี้ เพราะฝ่ายรัฐไทยและขบวนการมีจุดยืนไปคนละทาง รัฐไทยไปทางขวาและขบวนการไปทางซ้าย ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายบอกและรับปากกับฝ่ายผู้ให้ความสะดวกคือมาเลเซียต้องการสาน ต่อการพูดคุยดับไฟใต้

                ผู้เขียนคิดว่ามาเลเซียในฐานะผู้ให้ความสะดวกจะต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม จะขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยดับไฟใต้เดินหน้าต่อไป เพราะไม่ง่ายที่จะทำให้รัฐไทยที่มีจุดแข็งแกร่งเพราะมีทหารเป็นรัฐบาล และขบวนการมีจุดยืนแข็งแกร่งเช่นกัน เพราะมีทหารหรือกองกำลังเป็นผู้มีอำนาจมาเดินหน้า จะมุ่งไปยังทิศทางเดียวกันเพื่อมาสร้างสันติภาพหรือสันติสุขด้วยกัน หรืออย่างน้อยเดินหน้าไปยังทิศทางที่มีการประนีประนอมผ่อนหนักผ่อนเบาให้แก่ กันได้ จะสามารถนำพาทั้งสองฝ่ายนั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกันได้เหมือนการพูดคุยสันติภาพ สี่รอบที่ผ่านมา และสามารถลดการโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ แต่ถ้าสิบปีกว่าที่ผ่านมาไม่พอ อยากจะรบต่ออีกก็รบไปช่างปะไร แต่ขอให้จำกัดโจมตีเป้าหมายแข็งแรงเท่านั้น

                 นอกจากนั้นมาเลเซียและไทยก็ยังพูดภาษาต่างกันเกี่ยวกับการพูดคุยเพื่อดับไฟ ใต้ นายกฯ นาจิบพูดว่า การเจรจาหรือการพูดคุยสันติภาพเป็นศัพท์สากล ก็คือ rundingan damai ในภาษามลายู (Utusan Malaysia 2 ธันวาคม และสำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย เบอร์นาม่า-Bernama 1 ธันวาคม) และ peace negotiations และ peace talks ในภาษาอังกฤษ (หนังสือพิมพ์ นิวสเตรทส์ ไทมส์ 2 ธันวาคม และเบอร์นาม่า 1 ธันวาคม)

                 เบอร์นาม่ายังรายงานว่า นายกฯนาจิบกล่าวว่าประเทศไทยยอมรับบทบาทของมาเลเซียในกระบวนการสันติภาพใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศไทยให้คำมั่นสัญญาพร้อมจะมุ่งมั่นเดินหน้าพูดคุยสันติภาพต่อไป

                นาจิบยังกล่าวด้วยว่า มาเลเซียและไทยยังเห็นตรงกันด้วยเกี่ยวกับสามหลักการพื้นฐาน จะสานต่อความพยายามจะให้เกิดสันติภาพสามหลักการนั้นคือ 1.ต้องมีช่วงเวลาปลอดความรุนแรง 2.ทุกฝ่ายจะต้องมีตัวแทนในการเจรจาสันติภาพ และ 3.ทุกฝ่ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องตกลงให้มีข้อเรียกร้องเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันเพื่อจะส่งไปยังฝ่ายไทย

                "ขึ้นอยู่กับสามหลักการนี้ มาเลเซียจะต้องดำเนินกระบวนการสันติภาพต่อไป และรัฐบาลไทยได้ยืนยันอย่างแน่นอนว่ามาเลเซียเป็นประเทศเดียวเท่านั้นที่ไทย ต้องการสานความร่วมมือในกระบวนการสันติภาพ" นาจิบกล่าว

                นาจิบได้บอกอย่างนั้นกับผู้สื่อข่าวมาเลเซียหลังจากรับประทานอาหารกลางวัน ในโอกาสการมาเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบศรีเปอร์ดานา ปุตราจายา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม

                อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสามหลักนั้น นาจิบกล่าวว่า ประการที่หนึ่งจะต้องมีช่วงไม่ให้มีความรุนแรงและมีการเคารพต่อกฎหมาย หากฝ่ายใดที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคารพต่อกฎหมายแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกลัวอะไร

                นาจิบกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกเขาว่าฝ่ายทหารสามารถจะลดการปรากฏตัวของพวกเขาในภาคใต้ถ้าความรุนแรงได้หยุดลง

                "ประการที่สอง พวกเรา (มาเลเซียและไทย) เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องมีตัวแทนในกระบวนการสันติภาพ มาเลเซียและไทยจะพยายามพูดคุยกับทุกฝ่ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่เพียงแค่หนึ่งหรือสองกลุ่มเท่านั้น ประการที่สามคือ ข้อเรียกร้องทั้งหมดจะถูกรวบรวมและนำเสนอเป็นความต้องการที่เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน หมายความว่าทุกฝ่ายจะต้องยอมรับรายการข้อเรียกร้องหรือความต้องการที่พวกเขา ประสงค์ที่เป็นอันหนึ่งเดียวกันเพื่อส่งไปยังรัฐบาลไทย เป็นความต้องการรวมกัน จะเป็นพื้นฐานเริ่มต้นการเจรจาที่สำคัญและแท้จริงกับรัฐบาลไทย" นาจิบกล่าว

                ไม่มีส่วนไหนในการแถลงข่าวของนาจิบข้างบนจะสามารถแปลเป็นการพูดคุยสันติสุข เลย เพราะเขาพูดถึงเรื่องการเจรจาและการพูดคุยสันติภาพซึ่งที่จริงแล้วเป็น เรื่องอ่อนไหวกับรัฐบาลชุดนี้ สรุปก็คือ นายกฯนาจิบพูดคนละภาษากับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับพูดคุยดับไฟใต้

                ที่จริงแล้วเป็นอันสมควรอย่างยิ่งถ้าฝ่ายไทยจะบอกและอธิบายอย่างชัดเจนต่อ ฝ่ายมาเลเซียว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยต้องการคือการพูดคุยสันติสุข ไม่ใช่การพูดคุยสันติภาพ และการพูดคุยสันติสุขที่ฝ่ายไทยวางกรอบไว้นั้นคือ มีการลดระดับการพูดคุยจากการพูดคุยสันติภาพมาเป็นการพูดคุยสันติสุข ไม่มีการปกครองตนเองหรือ autonomy แต่จะมีการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ จะเน้นบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน โดยการแปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าประสงค์การเสริมสร้างสันติสุข และพัฒนาอย่างยั่งยืน มีทุ่งยางแดงโมเดลและ ฯลฯ

                ถ้าทำอย่างนี้ได้ นายกฯนาจิบคงจะสามารถช่วยไทยแก้ปัญหาไฟใต้ได้คล่องขึ้น และคงไม่ต้องมาพูดภาษาที่ต่างกันกับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องเดียวกัน ทำให้ชาวโลกงงและสับสน

                ผู้เขียน บรรดาผู้สื่อข่าว และนักวิชาการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่รู้จะแปลและให้นิยาม "การพูดคุยสันติสุข" อย่างไร ต่างคนต่างแปลและให้นิยาม เพราะไม่มีการให้ความหมายและจำกัดความในภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการจากฝ่าย รัฐ หนังสือพิมพ์ไทยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษอย่างบางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น

                วันที่ 2 ธันวาคม ก็ใช้การเจรจาสันติภาพหรือ peace talks และ peace negotiations ไม่ได้ใช้หรือไม่ได้แปลการพูดคุยสันติสุขให้เป็นภาษาอังกฤษแต่อย่างใด

                มีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งในพื้นที่รายงานให้ทีวีต่างประเทศแปลการพูดคุยสันติสุข เป็น "happiness talk" คือการพูดคุยเกี่ยวกับความสุข

                ผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตกและชาวมาเลเซียบางคนได้ขอให้ผู้ เขียนอธิบายความหมายการพูดคุยสันติสุขว่าต่างกันอย่างไรกับการพูดคุย สันติภาพ

                ผู้เขียนตอบเหมือนเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งคือ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์/โฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตอบในที่ประชุมกับแม่ทัพภาคที่ 4 ครั้งหนึ่งว่า สำหรับชื่อไม่ได้มีส่วนสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือจะนำสู่สันติสุขและสันติภาพอย่างไร อยู่ที่เนื้อหา ทางไทยพร้อมอยู่แล้ว เราจะเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน

                ทว่า มีผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์บางคนถามกลับว่าจะให้เกิดสันติสุขหรือ happiness ได้อย่างไร ในเมื่อสันติภาพยังไม่มี

                ผู้เขียนคงสอบตกเพราะตอบไม่ได้กับคำถามนี้

*  ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักจัดรายการวิทยุ ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ผู้สอนการเขียนข่าวภาษามลายูและภาษาต่างประเทศ และ Peace advocate of King Prajadhipok's Institute (สถาบันพระปกเกล้า) นำเสนอในบทความเรื่อง "การพูดคุยดับไฟใต้ประยุทธ์-นาจิบพูดภาษาต่างกัน"

Source: ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2558

สะสางความสับสน หัวหน้าขบวนการต่างๆ ที่มาเลเซีย







ความ สับสนเกี่ยวการลงนามระหว่างขบวนการบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani/BRN) กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติภาพในภาคใต้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คงจะไม่จบได้ง่ายๆ

เพราะเรื่องนี้ได้ถูกยกให้เป็นปัญหาการเมืองโดยฝ่ายค้านและฝ่ายต่างๆ ในรัฐบาลที่ค้านหรือไม่เห็นด้วยกับการลงนามครั้งนี้

ที่ จริงแล้ว ความถูกต้อง 100% จะถูกมองเป็นความเท็จได้ และในทางกลับกัน ถ้าคนรู้จริงไม่พูดหรือพูดไม่เป็นหรือไม่เก่ง และปล่อยให้คนไม่รู้จริงออกมาพูดไปกันใหญ่ แน่นอน ถ้าคนรู้ไม่จริงหรือไม่มีข้อมูลน่าเชื่อถือที่พูดเก่ง ดีแต่พูด เก่งแต่ปาก เหมือนกับนักพูด นักปราศรัยการเมืองต่างๆ ที่สามารถทำให้คนไร้เดียงสา และด้อยประสบการณ์ทางการเมืองมากมายเห็นดำเป็นขาว และขาวเป็นดำได้

กรณีการ ลงนามระหว่างขบวนการบีอาร์เอ็นกับ สมช. เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติภาพในภาคใต้นั้นถึงแม้ เลขาธิการ สมช. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอื่นๆ ในรัฐบาลออกมาชี้แจงและแถลงข่าวหลายครั้งแล้วว่าเป็นเรื่องจริง และบีอาร์เอ็นนั้นก็เป็นกลุ่มที่มีตัวตนจริงๆ

แต่ข่าวที่ออกมาในสื่อกระแสหลักหลายสำนักงานสวนทางกันตลอด

บางสำนักงานถึงกับมีอคติอย่างโมหาคติไปเลย ต่อรัฐบาลและ สมช. มีไม่กี่สำนักเองที่ลงข่าวและวิเคราะห์ที่ตรงไปตรงมา

สื่อ นั้นเป็นอำนาจที่สี่ที่ไม่เป็นทางการในรัฐหลังจากอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจการบริหาร และอำนาจตุลาการ เพราะเป็นอำนาจที่สี่นี่แหละทำให้สื่อมีผลประโยชน์มากมายไม่ต่างกับอำนาจ อื่นๆ ในรัฐ

ที่อันตรายมากๆ เลยก็คือเมื่อสื่อเริ่มมองแต่ผลประโยชน์และทำงานเพื่อกอบโกยผลประโยชน์นั้น อย่างเดี่ยวโดดไม่คำนึงตรึกตรองถึงความถูกต้องของข่าวสารที่เสนอไปให้ผู้ บริโภค เลยเกิดสื่อที่ไม่รับผิดชอบ มีที่การลงข่าวและวิเคราะห์ที่ไม่มีมูลความจริง และเท็จ

นี่แหละที่เกิดบ่อยมากในการลงข่าวเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้

รัฐบาล ไทย หรือฝ่ายไหนก็ตามในประเทศเรา และทุกประเทศที่มีความอิสระเสรีพอสมควรในการพูดจา และออกความคิดเห็นจะต้องเผชิญปัญหาสื่อที่ไม่รับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้เลย

จะหนักเข้าไปอีกเมื่อรัฐบาลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะต้องเผชิญกับสื่อบางสาขาที่เป็นพวก ฟิฟต์ คอลลัม (fifth column)



ผู้ เขียนซึ่งเป็นคนในพื้นที่และเคยทำงานเป็นนักข่าวต่างประเทศ 30 ปี (ตั้งแต่ปี 1983) ได้ติดตามการเคลื่อนไหวขบวนการต่างๆ ที่ประเทศอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงสี่ห้าปีระยะหลังที่มีข่าวว่าจะมีการ เจรจาสันติภาพ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเขียนวิพากษ์เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้โดย ใช้ข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งที่มาโดยตรง หรือ first-hand news.

บังเอิญ เมื่อวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้ถูกเชิญไปกัวลาลัมเปอร์เพื่อเข้าชมคอนเสิร์ต นูซันตารา (Nusantara) ที่อิสตานา บูดายา (Istanan Budaya) หรือ โรงละครแห่งชาติมาเลเซีย

จึงฉวยโอกาสไปสะสางความสับสนกับผู้รู้ของขบวนการต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้

ผู้เขียนพอจะสรุปย่อๆ คำชี้แจงที่ได้สัมผัสมาดังนี้



บีอาร์เอ็นเป็นแค่ตัวแทนของขบวนการต่างๆ ที่มารับผิดชอบลงนามกับ สมช. เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติภาพในภาคใต้

การ ลงนามครั้งนี้ไม่ใช่ลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ (peace Treaty) โดยตรง ที่เป็นนัยว่าความไม่สงบในพื้นที่จะจบไปทันที่หลังจากได้ลงนามไปแล้ว เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดสถานการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้

เพราะฉะนั้น จึงเรียกการลงนามครั้งนี้ว่าเป็นการลงนามเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติภาพในภาคใต้

นี่ หมายความว่าความไม่สงบจะหมดไปและสันติภาพจะมาแทนที่ก็ต่อเมื่อมีการแก้ปัญหา กับฝ่ายหรือกลุ่มต่างๆ ที่เป็นปัจจัยในการสร้างความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ก่อน

นอกจากนั้น การลงนามครั้งเป็นการแก้ปัญหาความไม่สงบที่จุดใหญ่จุดหนึ่งก็จริง แต่เป็นแค่ขั้นแรกเท่านั้นและยังมีหลายจุดที่จะต้องแก้กันตามขั้นตอนต่างๆ ต่อมา คงต้องใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว จะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็อยู่กระบวนการพูดคุยที่จะมีขึ้น

การพูดคุย จะมีขึ้นเดือนละสองครั้ง หลังจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีการพุดคุยครั้งแรกมาแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งมีตัวแทนสี่คนจากขบวนการและห้าคนจากฝ่ายรัฐไทยรวมทั้งผู้แทนของผู้ บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

การพูดคุยวันที่ 6 มีนาคม เป็นการพูดคุยเบื้องต้นเพื่อเป็นเตรียมการเข้าขั้นพูดคุยใหญ่ และเต็มสูตรที่จะมีขึ้นที่เกาะลังกาวีในรัฐเคดาห์ ซึ่งจะมีผู้เจรจาเข้าร่วมฝ่ายละ 15 คน ฝ่ายรัฐไทย 15 คน และ ฝ่ายขบวนการ 15 คนเช่นกัน ในวันที่ 28 มีนาคมนี้



มีข่าวว่าการพูดคุยต่อไป จะทำในรูปแบบกว้างขวางและหลากหลายกระแสทางความคิด ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการเชิญคนนอกเข้ามาร่วมกับฝ่ายรัฐด้วยอย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ และฝ่ายค้านคนสำคัญของประเทศไทยที่โลกมลายูและโลกมุสลิมรู้จักดี คืออดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ฝ่ายขบวนการก็จะ ปฏิบัติทำนองเดียวกัน เพราะตามที่พวกเขาชี้แจงให้ผู้เขียนทราบว่าพวกเขาต้องการให้เป็นการพูดคุย ของประชาชนกับฝ่ายรัฐไทย ไม่ใช่เป็นการพูดคุยของบีอาร์เอ็นหรือขบวนการกับฝ่ายรัฐไทย พวกเขากำลังสรรหาบุคลากรจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทยทีไม่เกี่ยวข้องและไม่ใช่คนของบีอาร์เอ็นหรือขบวนการใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งนักวิชาการที่มีชื่อเสียง นักการเมืองดังๆ โต๊ะครูที่สนับสนุนสันติภาพ นักเคลื่อนไหวสันติภาพในภาคประชาสังคมต่างๆ และอื่นๆ

นอกจากนั้น มีบุคคลต่างๆ ของขบวนการที่มีความคิดเห็นความต่างกัน ขัดใจ และระแวงกับการลงนามพูดคุยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพราะเหตุผลต่างๆ นานาที่ผู้เขียนได้เจอและพูดคุย หรือติดต่อทางโทรศัพท์ไปถามความคิดเห็นพวกเขาต่างเห็นพ้องกันว่ากระบวนการ พูดคุยจะเดินหน้าต่อไป จะหยุดไม่ได้ อะไรที่คิดว่าผิดและไม่ถูกจะต้องแก้ทีหลัง

พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลมาเลเซียจริงใจที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้

และ เชื่อเช่นกันว่าไม่มีรัฐบาลไทยไหนที่จะกล้ามากกว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณสนับสนุนอยู่เบื้องหลังที่ยอมมาพูดคุยกับขบวน การเป็นทางการและสร้างอนาคตใหม่ให้คนมลายูพื้นที่สามจังหวัดและสี่อำเภอชาย แดนภาคใต้

ถ้าพลาดโอกาสนี้ คงจะต้องรออีกนานกว่าจะมีรัฐบาลที่กล้าทำเยี่ยงอย่างรัฐบาลนี้ พวกเขากล่าว



นี่เป็นข้อสรุปกว้างๆ ที่ผู้เขียนได้สัมผัสมาจากผู้นำบีอาร์เอ็นทั้งสามคนที่เข้าร่วมลงนามกับ สมช. วันนั้น

คือ อาวัง ยะบะ อับดุลเราห์มาน ยะบะ และอับดุลเลาะห์ สาวอ

และ บุคคลของขบวนการอื่นๆ ที่เป็นทั้งหัวหน้า แนวร่วมและพันธมิตรในอดีตบีอาร์เอ็นคองเกรส (BRN-Congress/ที่ถูกยุบไปแล้วเพราะได้เข้ารวมเป็นหนึ่งกับบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต/BRN-Coordinate และมาเป็น บีอาร์เอ็น/BRN เฉยๆ) พูโล (PULO) และ บีไอพีพี (BIPP)


Source: มติชนสุดสัปดาห์ วันที่....