Monday, February 9, 2015
ตามหามลายูพุทธใน 3 จังหวัดใต้"
หมายเหตุ : อัศโตรา ชาบัต ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักจัดรายการวิทยุ ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ผู้สอนการเขียนข่าวภาษามลายูและภาษาต่างประเทศ และ Peace advocate of King Prajadhipok's Institute (สถาบันพระปกเกล้า) เขียนบทความ เรื่อง "ตามหามลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้"
เมื่อพูดถึงชาวมลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่มีใครคิดว่าจะเป็นชาวใต้กลุ่มอื่นได้ นอกจากชาวใต้สายมลายูนับถือศาสนาอิสลามที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในทางภาคใต้ของ ประเทศไทย น้อยคนที่จะคิดว่าในสังคมชาวมลายูมุสลิมเหล่านั้นจะมีชาวมลายูพุทธ
ชาวมลายูพุทธ ณ ที่นี้ หมายถึงชาวมลายูพุทธดั้งเดิมแห่ง ปาตานี ไม่ใช่ชาวมลายูมุสลิมที่เปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเพราะแต่งงานกับชาวพุทธ หรือเลื่อมใสในศาสนาพุทธจึงไปนับถือศาสนาพุทธ
ชาวมลายูพุทธในสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีจริง ผู้เขียนเองเคยสัมผัสมาแล้ว บางคนก็รู้จักกันดีและเป็นเพื่อนกัน หากแต่เพราะเหตุผลทางศาสนา วัฒนธรรม สังคมและการเมืองทำให้พวกเขาไม่ประจักษ์ต่อสายตาคนทั่วไปในสมัยนี้ แต่นักวิชาการโดยเฉพาะนักมานุษยวิทยาจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนเคยบรรยายเรื่องนี้หลายครั้งในการเสวนา การประชุม และเวทีแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งในรั้วและนอกรั้วมหาวิทยาลัย ได้รับความสนใจมากจากผู้ฟังและผู้ที่สนใจต้องการแก้ปัญหาภาคใต้ จึงมาต่อยอดเขียนบทความนี้และบทความอื่นๆ ให้ผู้อ่านรับรู้ความเป็นมาของชาวมลายูพุทธ ในเวลาเดียวกันก็จะเขียนเรื่องเดียวกันเป็นภาษามลายูให้หนังสือพิมพ์อุตุซัน มาเลเซียและมิงกูวันมาเลเซีย
ก่อนจะตามหาชาวมลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยากพาผู้อ่านไปหาชาวมลายูพุทธในประวัติศาสตร์ที่บันทึก โดยชาวต่างชาติและชาวปาตานีเสียก่อน
ขอเริ่มด้วยการอ้างอิงหนังสือ "Histoire generale des voyages: ou, Nouvelle collection de toutes les relations de voiyage par mere et par terre, Volume 10" โดย Anne-Gabriel Meusnier de Querlon, Alexandre Deleyre, Jacques-Philibert Rousselot de Surgy, J. P. J. Du Bois, John Green, Thomas Astley
ในหน้า 212 บันทึกไว้ว่า เมืองปาตานี (ไม่ใช่รัฐปาตานีทั้งหมด) มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นคนมลายู หรือคนมุสลิม และอีก 1 ใน 3 เป็นคนจีน หรือลูกผสม และที่เหลือเป็นคนสยาม
ข้อมูลนี้ได้บันทึกไว้ในปีคริสต์ศักราช 1602 ซึ่งเป็นการประเมินของชาวตะวันตกในยุคที่พวกเขากำลังจะทิ้งนครรัฐ (city state) เข้าสู่รัฐชาติ (nation state) จึงจำแนกประเภทประชากรปาตานีตามกฎชาตินิยมโดยปริยาย
เพราะฉะนั้นเราต้องอ่านการประเมินของชาวตะวันตกนี้ตามบริบทนครรัฐ เพราะเหมาะสมรัฐเทวราชา (god-king state) ในปาตานีสมัยนั้น ถ้าอ่านในบริบทนี้ 1 ใน 3 ประชากรปาตานีเป็นคนมลายู หรือคนมุสลิม ที่บันทึกข้างบนอาจหมายถึงคนมลายู คนชวา คนอาหรับ คนเปอร์เชีย คนอินเดียและชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นมุสลิมร่วมอยู่ด้วย
ส่วน 1 ใน 3 คนจีน หรือลูกผสมในปาตานี ก็เช่นกัน อาจหมายถึงชาติพันธุ์อื่นๆ ที่แต่งงานกับคนจีนด้วย
มีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าคนจีนที่อพยพมาอาศัยอยู่ที่ปาตานีเป็นพันๆ คน เพราะมาทำการค้า หรือลี้ภัยทางการเมือง หรือ ถูกจักรพรรดิจีนส่งมาให้กษัตริย์ปาตานี ส่วนมากเป็น ผู้ชาย
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายจีนเหล่านั้นจะต้องแต่งงานหรืออยู่กิน กับผู้หญิงชาวพื้นเมือง อาจเป็นผู้หญิงมลายู ผู้หญิงสยาม ผู้หญิงชวา ผู้หญิงอาหรับ และผู้หญิงชาติพันธุ์อื่นๆ จึงเกิดลูกผสมในสังคมจีนที่ปาตานีตามที่หนังสือข้างบนบันทึกไว้
ที่บันทึกว่า ที่เหลือเป็นคนสยาม ก็ทำนองเดียวกัน อาจหมายถึงชาติพันธุ์อื่นๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ รวมถึงคนมลายูปาตานีที่เป็นพุทธ คนอินเดีย และชาติพันธุ์อื่นๆด้วย
ประวัติศาสตร์ปาตานีเองบันทึกไว้ว่า ชาวปาตานี ซึ่งนับถือศาสนาพุทธในอดีตนั้นไม่ได้เปลี่ยนศาสนามา เป็นมุสลิมทั้งหมดตามกษัตริย์พวกเขา คือ กษัตริย์อินทิรา
นักปราชญ์หรืออุลามาปาตานีชื่อดัง คือ ชัยค์ ฟากิฮ์ อะลี เขียนในหนังสือ "ประวัติศาสตร์ปาตานี" อย่างชัดเจนว่าในอดีตกาลนั้นมีชาวมลายูปาตานีที่เป็นมุสลิมและเป็นพุทธ
ท่านเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า "ชาวพุทธนั้นรับประทานหมู บางคนก็เอาหมูแลกกับกระจงเพราะชาวพุทธนั้นชอบรับประทานหมู แต่ชาวมลายูอิสลามนั้นเกลียดหมู เพราะเป็นของต้องห้าม และหมูชอบทำลายพืชผลในสวนของชาวมลายูอิสลาม ดังนั้น จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างคนมลายูอิสลามกันคนมลายูพุทธในเมืองปาตานีอยู่ เสมอ
การแต่งกายของชาวมลายูพุทธในเมืองปาตานี้นั้นแตกต่างจากชาวมลายูอิสลาม ที่สามารถสังเกตได้สองประการ คือ ชาวมลายูอิสลามนั้นนุ่งผ้าและพกพาขวาน ส่วนชาวมลายูพุทธนั้นเขาเรียกกันว่าคนบูชารูปปั้น จะผูกเชือกไว้ที่คอแขวนพระพุทธรูปที่ทำจากนาก หรือทองแดง หรือเหล็ก พระพุทธรูปนั้นคือพระเจ้าของคนศาสนาพุทธ
ครั้นต่อมามีความขัดแย้งระหว่างคนมลายูอิสลามและคนมลายูพุทธ เนื่องจากวิถีความเป็นอยู่และศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ไม่ถึงกับมีการต่อสู้อย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่าย" (หนังสือ "ประวัติศาสตร์ปาตานี" โดย ชัยค์ ฟากิฮ์ อะลี แปลโดย ตึงกูอารีฟีน ตึงกูจิ, พิมพ์ปี 2011, หน้า 44-45)ชัดเจนเหลือเกินว่าในอดีตนั้นมีชาวมลายูที่เป็นมุสลิมและพุทธในปาตานี หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่คำถามก็คือไหนละชาวมลายูพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้? พวกเขาหายไปไหนหมด?
คำตอบก็คือพวกเขายังมี ไม่ได้หายไปไหน หากแต่จะหาหรือ
ทำความรู้จักกับพวกเขาไม่ใช่ง่ายเหมือน 50 หรือ 60 ปีก่อนอีกแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและทางสังคมที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว ซึ่งมากครั้งทำให้เกิดความรุนแรงและสงคราม เป็นเหตุให้ชาวมลายูมุสลิมและชาวมลายูพุทธต้องแตกแยกและห่างเหินกันในที่สุด
พออิทธิพลรัฐชาติและชาตินิยมของตะวันตกมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศแถบนี้ได้จัดให้มีการปกครองที่ยึดหลักต้องเป็นชาติเดียวในประเทศ
ถึงกับไปเอาแบบอย่างฟาสซิสม์นิยม (Fascism) มาปฏิบัติ และพยายามจะกลืนชาติพันธุ์อื่นๆ ในชาติพันธุ์เดียวของฝ่ายปกครองอย่างที่เคยปฏิบัติในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปีพ.ศ.2485 ทำให้มลายูมุสลิมและมลายูพุทธที่มีปัญหาอยู่แล้วอยู่ด้วยกันอย่างลำบากยาก เข็ญ
ต่อมาเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นระลอกแล้ว ระลอกเล่า นานเป็นปีๆ และล่าสุด 11 ปี ทำให้ชาวมลายูมุสลิมและชาวมลายูพุทธที่ไม่รู้จักตัวเอง และหลง อัตลักษณ์หรือตัวตนเพราะถูกล้างสมองด้วยการศึกษา รักชาติอย่างบ้าคลั่ง
และเอาชาตินิยมสุดโต่งมาบูชาเป็นเสมือนศาสนา ทำให้พี่น้องสายเลือดเดียวกันเป็นศัตรู แล้วมาสู้รบ เข่นฆ่าและทำสงครามกันอย่างไม่สิ้นสุดจน ณ บัดนี้
การตามหาคนมลายูพุทธในสังคมนั้น ขอหยิบยกประสบการณ์ที่พ่อผู้เขียนเคยสัมผัสมา ท่านเล่าให้ฟังว่าในอดีตมีชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธที่หมู่บ้านตะโหนด อ.รือเสาะ เมื่อก่อนก็มีวัดอยู่แถวนั้นด้วย และมีหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีชื่อว่า บาโง กือเต็ ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ โคกวัด
พ่อยังเล่าอีกว่าในอดีตมีหมอช้างที่ชาวบ้านเรียกว่าโต๊ะกูแช (โต๊ะกู้ช้าง) ซึ่งเป็นผู้หญิงที่พูดภาษาไทยได้มาเยือนบ้านบ่อยครั้ง เพราะพ่อของพ่อและชาวบ้านมีการเลี้ยงช้าง เมื่อเจอปัญหาช้างอาละวาดก็ต้องพึ่งพาความสามารถหมอช้างคนนี้
แต่ตอนนี้คนพุทธเหล่านี้ไม่มีเหลืออีกแล้ว เพราะพวกเขาได้เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม หรือย้ายไปที่อื่นหมด
เพื่อนผู้เขียนซึ่งเป็นชาวบ้านตะโหนด คือ มะอีซอ โซมะคะ เจ้าของหนังสือที่เขียนร่วมกับนักเขียนอื่น คือ งามพล จะปากิยา และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ มีชื่อว่า "เรื่องเล่าจากหมู่บ้านเชิงเขาบูโด กรณีบ้านตะโหนด"
เล่าให้ฟังว่าในอดีตที่ไม่ไกลนักมีชาวบ้านที่เป็นพุทธ หรือพราหมณ์ ได้ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านชาวพุทธใน อ.เมือง จ.นราธิวาส แต่พวกเขายังไปมาหาสู่กับพี่น้องของพวกเขาที่เปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิมและปัก หลักอยู่ในหมู่บ้านตะโหนด
หลายปีต่อมาพวกเขาไม่ไปมาหาสู่กันอีกต่อไป อาจเป็นเพราะคนรุ่นเก่าเสียชีวิตไปแล้ว หรือคนรุ่นใหม่ไม่สานต่อการไปมาหาสู่กัน หรืออาจเป็นเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์คนที่มาจากสายเลือดเดียวกันแต่ต่างศาสนาถูกตัดขาดอย่าง สิ้นเชิง
ผู้เขียนเคยเก็บข้อมูลจากคนไทยสายมลายูพุทธหลายคน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เขียนชื่อและลงรูปในหนังสือพิมพ์
คนไทยสายมลายูพุทธที่เป็นผู้สื่อข่าวผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกผู้เขียนว่า วันหนึ่งเธอไปทำข่าวแถวปัตตานีแล้วโดนตะปูเรือใบกลางทาง จะไปไหนก็ไม่ได้ต้องอยู่ในรถ เธอไม่รู้จะทำอะไรเพื่อเอาตัวรอดจากประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเธอ
เธอร้องไห้จนตาบวมเพราะคิดว่าวันนั้นอาจเป็นจุดจบชีวิตของเธอแน่นอน ติดต่อหัวหน้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหาร แต่ก็ไร้ผล เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับสถานการณ์แบบนี้
ต่อมาสัญชาตญาณทำให้เธอคิดถึงญาติที่เป็นชาวมลายูมุสลิมที่ปัตตานี จึงติดต่อไปยังปู่ของเธอให้ช่วยติดต่อญาติเหล่านั้นให้มาช่วย และในที่สุดญาติที่ต่างศาสนาแต่เลือดเนื้อเดียวกันก็มาช่วยเธออย่างเร่งด่วน แล้วเธอก็พ้นจากอันตราย--จบ--
--ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2558 (รอบบ่าย)--
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment