Monday, February 9, 2015

การพูดคุยดับไฟใต้ประยุทธ์-นาจิบพูดภาษาต่างกัน


โดย อัศโตรา ชาบัต*





               เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การพูดคุยเพื่อดับไฟใต้จะเดินหน้าต่อไป และการพูดคุยระลอกที่สองก็จะมีขึ้น โดยมีมาเลเซียเป็นฝ่ายผู้ให้ความสะดวกเหมือนเดิม ไม่ใช่อินโดนีเซียอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา การพูดคุยระลอกนี้จะต้องมีการหยุดยิงก่อน ขบวนการทุกกลุ่มต้องเข้าร่วมและเสนอข้อเรียกร้องครบวงจรเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันต่อรัฐบาลไทย นั่นคือสรุปความคิดเห็นและจุดยืนของนายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัค ประกาศในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม

                แต่อีกด้านหนึ่งมีการพูดคุยในหมู่ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ บางส่วนมองว่าการพูดคุยดับไฟใต้ระลอกสองอาจจะไม่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น นี้ เพราะฝ่ายรัฐไทยและขบวนการมีจุดยืนไปคนละทาง รัฐไทยไปทางขวาและขบวนการไปทางซ้าย ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายบอกและรับปากกับฝ่ายผู้ให้ความสะดวกคือมาเลเซียต้องการสาน ต่อการพูดคุยดับไฟใต้

                ผู้เขียนคิดว่ามาเลเซียในฐานะผู้ให้ความสะดวกจะต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม จะขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยดับไฟใต้เดินหน้าต่อไป เพราะไม่ง่ายที่จะทำให้รัฐไทยที่มีจุดแข็งแกร่งเพราะมีทหารเป็นรัฐบาล และขบวนการมีจุดยืนแข็งแกร่งเช่นกัน เพราะมีทหารหรือกองกำลังเป็นผู้มีอำนาจมาเดินหน้า จะมุ่งไปยังทิศทางเดียวกันเพื่อมาสร้างสันติภาพหรือสันติสุขด้วยกัน หรืออย่างน้อยเดินหน้าไปยังทิศทางที่มีการประนีประนอมผ่อนหนักผ่อนเบาให้แก่ กันได้ จะสามารถนำพาทั้งสองฝ่ายนั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกันได้เหมือนการพูดคุยสันติภาพ สี่รอบที่ผ่านมา และสามารถลดการโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ แต่ถ้าสิบปีกว่าที่ผ่านมาไม่พอ อยากจะรบต่ออีกก็รบไปช่างปะไร แต่ขอให้จำกัดโจมตีเป้าหมายแข็งแรงเท่านั้น

                 นอกจากนั้นมาเลเซียและไทยก็ยังพูดภาษาต่างกันเกี่ยวกับการพูดคุยเพื่อดับไฟ ใต้ นายกฯ นาจิบพูดว่า การเจรจาหรือการพูดคุยสันติภาพเป็นศัพท์สากล ก็คือ rundingan damai ในภาษามลายู (Utusan Malaysia 2 ธันวาคม และสำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย เบอร์นาม่า-Bernama 1 ธันวาคม) และ peace negotiations และ peace talks ในภาษาอังกฤษ (หนังสือพิมพ์ นิวสเตรทส์ ไทมส์ 2 ธันวาคม และเบอร์นาม่า 1 ธันวาคม)

                 เบอร์นาม่ายังรายงานว่า นายกฯนาจิบกล่าวว่าประเทศไทยยอมรับบทบาทของมาเลเซียในกระบวนการสันติภาพใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศไทยให้คำมั่นสัญญาพร้อมจะมุ่งมั่นเดินหน้าพูดคุยสันติภาพต่อไป

                นาจิบยังกล่าวด้วยว่า มาเลเซียและไทยยังเห็นตรงกันด้วยเกี่ยวกับสามหลักการพื้นฐาน จะสานต่อความพยายามจะให้เกิดสันติภาพสามหลักการนั้นคือ 1.ต้องมีช่วงเวลาปลอดความรุนแรง 2.ทุกฝ่ายจะต้องมีตัวแทนในการเจรจาสันติภาพ และ 3.ทุกฝ่ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องตกลงให้มีข้อเรียกร้องเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันเพื่อจะส่งไปยังฝ่ายไทย

                "ขึ้นอยู่กับสามหลักการนี้ มาเลเซียจะต้องดำเนินกระบวนการสันติภาพต่อไป และรัฐบาลไทยได้ยืนยันอย่างแน่นอนว่ามาเลเซียเป็นประเทศเดียวเท่านั้นที่ไทย ต้องการสานความร่วมมือในกระบวนการสันติภาพ" นาจิบกล่าว

                นาจิบได้บอกอย่างนั้นกับผู้สื่อข่าวมาเลเซียหลังจากรับประทานอาหารกลางวัน ในโอกาสการมาเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบศรีเปอร์ดานา ปุตราจายา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม

                อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสามหลักนั้น นาจิบกล่าวว่า ประการที่หนึ่งจะต้องมีช่วงไม่ให้มีความรุนแรงและมีการเคารพต่อกฎหมาย หากฝ่ายใดที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เคารพต่อกฎหมายแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกลัวอะไร

                นาจิบกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกเขาว่าฝ่ายทหารสามารถจะลดการปรากฏตัวของพวกเขาในภาคใต้ถ้าความรุนแรงได้หยุดลง

                "ประการที่สอง พวกเรา (มาเลเซียและไทย) เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องมีตัวแทนในกระบวนการสันติภาพ มาเลเซียและไทยจะพยายามพูดคุยกับทุกฝ่ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่เพียงแค่หนึ่งหรือสองกลุ่มเท่านั้น ประการที่สามคือ ข้อเรียกร้องทั้งหมดจะถูกรวบรวมและนำเสนอเป็นความต้องการที่เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน หมายความว่าทุกฝ่ายจะต้องยอมรับรายการข้อเรียกร้องหรือความต้องการที่พวกเขา ประสงค์ที่เป็นอันหนึ่งเดียวกันเพื่อส่งไปยังรัฐบาลไทย เป็นความต้องการรวมกัน จะเป็นพื้นฐานเริ่มต้นการเจรจาที่สำคัญและแท้จริงกับรัฐบาลไทย" นาจิบกล่าว

                ไม่มีส่วนไหนในการแถลงข่าวของนาจิบข้างบนจะสามารถแปลเป็นการพูดคุยสันติสุข เลย เพราะเขาพูดถึงเรื่องการเจรจาและการพูดคุยสันติภาพซึ่งที่จริงแล้วเป็น เรื่องอ่อนไหวกับรัฐบาลชุดนี้ สรุปก็คือ นายกฯนาจิบพูดคนละภาษากับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับพูดคุยดับไฟใต้

                ที่จริงแล้วเป็นอันสมควรอย่างยิ่งถ้าฝ่ายไทยจะบอกและอธิบายอย่างชัดเจนต่อ ฝ่ายมาเลเซียว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยต้องการคือการพูดคุยสันติสุข ไม่ใช่การพูดคุยสันติภาพ และการพูดคุยสันติสุขที่ฝ่ายไทยวางกรอบไว้นั้นคือ มีการลดระดับการพูดคุยจากการพูดคุยสันติภาพมาเป็นการพูดคุยสันติสุข ไม่มีการปกครองตนเองหรือ autonomy แต่จะมีการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ จะเน้นบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกัน โดยการแปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าประสงค์การเสริมสร้างสันติสุข และพัฒนาอย่างยั่งยืน มีทุ่งยางแดงโมเดลและ ฯลฯ

                ถ้าทำอย่างนี้ได้ นายกฯนาจิบคงจะสามารถช่วยไทยแก้ปัญหาไฟใต้ได้คล่องขึ้น และคงไม่ต้องมาพูดภาษาที่ต่างกันกับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องเดียวกัน ทำให้ชาวโลกงงและสับสน

                ผู้เขียน บรรดาผู้สื่อข่าว และนักวิชาการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่รู้จะแปลและให้นิยาม "การพูดคุยสันติสุข" อย่างไร ต่างคนต่างแปลและให้นิยาม เพราะไม่มีการให้ความหมายและจำกัดความในภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการจากฝ่าย รัฐ หนังสือพิมพ์ไทยเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษอย่างบางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น

                วันที่ 2 ธันวาคม ก็ใช้การเจรจาสันติภาพหรือ peace talks และ peace negotiations ไม่ได้ใช้หรือไม่ได้แปลการพูดคุยสันติสุขให้เป็นภาษาอังกฤษแต่อย่างใด

                มีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งในพื้นที่รายงานให้ทีวีต่างประเทศแปลการพูดคุยสันติสุข เป็น "happiness talk" คือการพูดคุยเกี่ยวกับความสุข

                ผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตกและชาวมาเลเซียบางคนได้ขอให้ผู้ เขียนอธิบายความหมายการพูดคุยสันติสุขว่าต่างกันอย่างไรกับการพูดคุย สันติภาพ

                ผู้เขียนตอบเหมือนเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งคือ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์/โฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตอบในที่ประชุมกับแม่ทัพภาคที่ 4 ครั้งหนึ่งว่า สำหรับชื่อไม่ได้มีส่วนสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือจะนำสู่สันติสุขและสันติภาพอย่างไร อยู่ที่เนื้อหา ทางไทยพร้อมอยู่แล้ว เราจะเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน

                ทว่า มีผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์บางคนถามกลับว่าจะให้เกิดสันติสุขหรือ happiness ได้อย่างไร ในเมื่อสันติภาพยังไม่มี

                ผู้เขียนคงสอบตกเพราะตอบไม่ได้กับคำถามนี้

*  ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักจัดรายการวิทยุ ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ ผู้สอนการเขียนข่าวภาษามลายูและภาษาต่างประเทศ และ Peace advocate of King Prajadhipok's Institute (สถาบันพระปกเกล้า) นำเสนอในบทความเรื่อง "การพูดคุยดับไฟใต้ประยุทธ์-นาจิบพูดภาษาต่างกัน"

Source: ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2558

No comments:

Post a Comment